- บทความ
- NEWS ข่าวสาร
19 ตุลาคม 2567 พิพิธภัณฑ์สามัญชนจัดงานเสวนาเปิดตัวนิทรรศการ Resistance with Style: ลวดลายแห่งการต่อต้าน ในหัวข้อ “ออกแบบ แบบใดห์ ให้แคมเปญปัง และมีพลัง” ซึ่งมีเนื้อหาพูดถึงการใช้แฟชั่นในการสื่อสารเรื่องราวทางการเมือง และการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบสัญลักษณ์หรือข้อความเพื่อแสดงจุดยืน อุดมการณ์ผ่านสิ่งของต่าง ๆ ณ สถานที่จัดงาน เดอะฟอร์ท ซอยสุขุมวิท 51
ผู้ร่วมเสวนาในครั้งนี้ ได้แก่ ฟ้า-พัชชา ชัยมงคลทรัพย์ เจ้าหน้าที่รณรงค์อาวุโส ไอลอว์, หมวย เจ้าของแบรนด์ Shirtpaganda, ฮาบีบ กูนา ฝ่ายสื่อสาร InSouth และดำเนินรายการโดย อานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชน
ฟ้า: ไม่ใช่แค่ออกแบบ แต่ต้องสื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจด้วย
จากการออกแบบสินค้าที่เน้นยอดขาย สู่การออกแบบสินค้าในภาคประชาสังคม
ก่อนที่จะกลายมาเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์อาวุโสในไอลอว์ ฟ้าเคยทำงานเกี่ยวกับการออกแบบสินค้ามาก่อน เช่น การออกแบบเสื้อที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง เน้นขายเป็นหลักกับทางภาคเอกชน พอได้เข้ามาทำงานกับไอลอว์ก็ได้ทำกราฟิกจนได้มาออกแบบในงานรณรงค์ทางการเมืองต่าง ๆ กับทางไอลอว์
ฟ้าได้บอกถึงความแตกต่างระหว่างการทำงานในภาคเอกชนและการทำงานในภาคประชาสังคมไว้ว่า การออกแบบในภาคเอกชนมักจะเน้นไปที่กระแสสังคมตอนนั้นว่าชอบอะไร ต้องเดาใจกลุ่มเป้าหมายในเวลานั้นว่าต้องการอะไร แต่การออกแบบในภาคประชาสังคมจะยากตรงที่ต้องสื่อสารในสิ่งที่อยากบอกให้คนอื่นได้เข้าใจถึงจุดยืนหรืออุดมการณ์ที่เราต้องการจะสื่อด้วย ซึ่งส่วนตัวของฟ้าในฐานะคนออกแบบเล่าว่าเธอเองก็เป็นคนหนึ่งที่ทำความเข้าใจอะไรยาก จึงทำให้เธอมีความพยายามที่จะสื่อสารเนื้อหาออกมาให้ตัวเองสามารถเข้าใจได้ก่อนและคนอื่นก็ต้องเข้าใจไปด้วย

กระบวนการออกแบบเสื้อการเมืองในแบบของตัวเอง
ฟ้าเล่าว่า เสื้อเป็นสิ่งที่ออกแบบค่อนข้างยาก เพราะภายใน 1 แคมเปญสามารถทำได้เพียง 1 ลาย เพื่อที่จะให้เป็นภาพจำของแคมเปญนั้น ๆ ต้องทำให้คนที่ใส่รู้สึกว่าได้แสดงอุดมการณ์ออกมาด้วยการใส่เสื้อที่มีข้อความหรือสัญลักษณ์ที่ตรงกับจุดยืนของตัวเอง โดยข้อความที่ใช้ในการทำเสื้อจะมี action words เพื่อให้รู้สึกว่าจะต้องลงมือทำอะไรสักอย่างและต้องแสดงถึงความเป็นมิตรร่วมด้วย
จากนั้น ฟ้าได้พูดถึงความต้องการของผู้คนว่า เสื้อส่วนใหญ่ที่คนอยากได้มักจะเป็นเสื้อที่มีสัญลักษณ์ตรงไปตรงมา ต่างจากเสื้อที่มีการใช้ลวดลายซ่อนนัยยะต่าง ๆ เอาไว้หรือการใช้ข้อมูลเยอะ ๆ ที่อาจจะไม่เหมาะกับการใช้งานของเสื้อสักเท่าไร ในส่วนของลายเสื้อตัวโปรดที่ฟ้าเคยออกแบบแล้วรู้สึกประทับใจคือลาย “อาสาจับตาเลือกตั้ง” เพราะในกระบวนการออกแบบได้มีการคำนึงถึงการใช้งานของเสื้อในเรื่องของการสื่อสาร ที่มีความพยายามจะให้ข้อความบนเสื้อสามารถสร้างหรือกระตุ้นการเคลื่อนไหวในสังคมได้


มุมมองของฟ้าที่มีต่อการออกแบบเสื้อทางการเมือง ฟ้ามองว่าลวดลายเสื้อแต่ละแบบมีลักษณะเด่นและไม่ซ้ำกัน รูปแบบของเสื้อมีความหลากหลายและมักเปลี่ยนไปตามอารมณ์หรือตามคนที่ออกแบบ ณ เวลานั้น ส่วนเสื้อที่จัดแสดงในนิทรรศการที่ชอบที่สุดสำหรับฟ้าคือ เสื้อลาย Love cat Hate coup โดยให้เหตุผลว่าในช่วงปี 2563 เรื่องการเมืองกลายเป็น pop culture แล้วก็รู้สึกรีเลทกับตัวเองเนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบแมว การที่ประโยคบนเสื้อเล่นกับคำว่า cat และ coup ทำให้เธอรู้สึกว่าสารที่จะสื่อผ่านเสื้อได้ทำงานบางอย่างเหมือนได้ปลดปล่อยอารมณ์ทางอ้อมโดยนำวัฒนธรรมกลุ่มคนที่รักแมวมาเล่นเป็นลีลาในการสื่อสาร
หมวย: นามธรรมที่จับต้องได้
ลวดลายจุดยืนบนเสื้อยืด Shirtpaganda
สร หรือ หมวย มีจุดเริ่มต้นจากที่ส่วนตัวเธอมีความสนใจเรื่องการเมืองอยู่แล้วช่วงที่หมวยเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เกิดการชุมนุมของฝ่ายกปปส. เริ่มมีอาจารย์ชักชวนให้ไปเป็นทีมงานเบื้องหลังของการชุมนุมจึงทำให้เธอได้คลุกคลีตั้งแต่ตอนนั้น ประกอบกับอุดมการณ์ทางการเมืองของครอบครัวของหมวยก็เคยพาเธอไปร่วมม็อบกปปส. ตั้งแต่เด็ก พอเวลาผ่านไป หมวยเริ่มมีความคิดที่เปลี่ยนไปจากเดิม เมื่อพรรคอนาคตใหม่เข้ามามีบทบาทในเกมการเมืองและปรากฏการณ์ “ตาสว่าง” จนกระทั่งพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบเมื่อปี 2563 หมวยก็เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของการชุมนุมทางการเมืองที่ต่างไปจากอดีตในแง่ของผู้ชุมนุมที่ไม่ได้แบ่งกลุ่มจากสีเสื้อเหลืองหรือสีแดง แต่เป็นม็อบที่ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชน

ต่อมาหลังจากการที่เธอได้เข้าร่วมการชุมนุมเสาหลักจะไม่หักอีกต่อไปของจุฬาฯ เธอก็สังเกตเห็นเหล่านักศึกษาในการชุมนุมนั้นสื่อสารความต้องการและข้อเรียกร้องลงบนกระดาษเป็นส่วนมาก ประกอบกับส่วนตัวของหมวยรู้สึกว่่าไม่อยากถือป้ายกระดาษในการนำเสนอประเด็น จึงทำให้เธอเริ่มคิดที่อยากจะสื่อสารโดยใช้เสื้อดูบ้าง
สำหรับกลุ่มลูกค้าของ Shirtpaganda จะอยากได้เสื้อที่มีความเป็น abstract มากกว่าเสื้อที่สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและเน้นไปทางเสียดสีเป็นส่วนใหญ่ แรงบันดาลใจของลายเสื้อที่ผลิตขึ้นมักจะมาจากความชอบส่วนตัวกับกระแสสังคมในเวลานั้น ซึ่งปัจจุบัน (2567) มีการออกแบบเสื้อไว้ 600 กว่าตัว ในการออกแบบลายเสื้อที่มีสื่อถึงการเสียดสีแต่ละลายจะไม่ได้ยึดที่ตัวบุคคล แต่จะยึดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น เลยอาจจะทำให้มีกระแสทั้งด้านบวกและด้านลบจากหลาย ๆ ฝั่งเข้ามา

การปรับตัวของ shirtpaganda ในช่วงที่กระแสการชุมนุมทางการเมืองเริ่มแผ่วลง หมวยเล่าว่า กระแสการชุมนุมทางการเมืองที่ลดน้อยลงมีผลกระทบต่อแบรนด์แน่นอน แม้ตัวเธอเองมองว่าแบรนด์ Shirtpaganda ค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว แต่ทว่าหากเทียบกับกระแสช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง แน่นอนว่าตอนนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่สนใจหรือติดตามในเรื่องการเมืองอยู่แล้วเข้ามาสนับสนุนเสียมากกว่า
ส่วนตัวของหมวยมองว่าเสื้อสามารถเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ เพราะเธอมีความตั้งใจจะทำ Shirtpaganda ไว้เก็บเหตุการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งจะเห็นว่าลวดลายเสื้อการเมืองแต่ละยุคจะมีวิธีการสื่อสารที่ไม่เหมือนกัน โดยสังเกตว่าเสื้อยุคเก่าจะเน้นลวดลายที่สื่อสารอย่างชัดเจน ดุดัน เช่น เสื้อไพร่ เสื้อกู้ชาติ ขณะที่ลวดลายของเสื้อช่วงการชุมนุมปี 2563 เป็นต้นมาจะมีเมสเสจที่ซอล์ฟลง อาจมีบางตัวที่สื่อสารเรื่องการเมืองอย่างตรงไปตรงมา แต่ส่วนมากพบว่าลวดลายบนเสื้อการเมืองยุคหลังจะให้อารมณ์ที่เบาลง หรือเน้นไปในเชิงตลกขบขันมากกว่า
ส่วนเสื้อที่จัดแสดงในนิทรรศการที่หมวยชอบมากที่สุดคือเสื้อลาย 1 ใน สิบล้าน ในยุคกลุ่ม กปปส. เพราะเลข 1 เป็นรูปธงชาติ ซึ่งเธอสังเกตเห็นว่าตอนนั้น กปปส.มักจะใช้สัญลักษณ์ของธงชาติมาออกแบบ เวลานั้นไม่ว่าจะขายอะไรก็เอาธงชาติไว้ก่อนเดี๋ยวก็ขายได้เอง
ฮาบีบ: งานกราฟิก สิ่งใหม่ที่กลายเป็นความชอบ
InSouth กับการรับรู้ถึงปัญหาในพื้นที่
ฮาบีบ ตัวแทนจากกลุ่ม InSouth เล่าว่า กลุ่มก่อตั้งเมื่อปี 2554 เกิดจากการรวมตัวของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่เป็นครูอาสาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชนระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะข้อจำกัดเรื่องสิทธิในการแสดงออก รวมไปถึงความกลัวที่เริ่มครอบงำผู้คนในพื้นที่ InSouth Media จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการสื่อสารและการแสดงออกโดยมีทั้งงานแคมเปญ งานสารคดี งานรูปภาพ งานดนตรีที่ล้วนถือเป็นการสร้างพื้นที่ เพื่อสื่อสารถึงปัญหาในสามจังหวัดชายแดนใต้ให้ผู้คนทั่วไปได้รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น

กราฟิก เทคนิคการออกแบบที่ช่วยสื่อสารประเด็นในพื้นที่ได้อย่างมีพลัง
ฮาบีบเล่าว่าคอนเซ็ปต์กระบวนการออกแบบของ InSouth คือการคิดแบบเด็ก และลงมือทำในแบบผู้ใหญ่ ช่วงแรกของ Insouth จะเป็นการสื่อสารผ่านงานต่าง ๆ ดังที่กล่าวไปข้างต้น พักหลังเขาได้เริ่มมีการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำกราฟิกจนกลายมาเป็นความหลงใหล ทั้งยังเป็นข้อดีในแง่ของการเพิ่มเทคนิควิธีการสื่อสารอีกทางหนึ่ง
ฮาบีบยกตัวอย่างการออกแบบเสื้อรำลึกเหตุการณ์ตากใบ ซึ่งจะใช้สัญลักษณ์จากเหตุการณ์เป็นหลัก แต่อาจจะมีกระแสสังคมในปีที่ทำ ณ ขณะนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น เสื้อรำลึกถึงเหตุการณ์ตากใบที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปมือถูกมัดไขว้หลัง ซึ่งมีที่มาจากเหตุการณ์ขนย้ายกลุ่มผู้ต้องหาเป็นเวลาหลายชั่วโมงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตระหว่างเคลื่อนย้ายเป็นจำนวนมากซึ่งการสื่อสารโดยนำสัญลักษณ์บางอย่างจากเหตุการณ์จริงมาใช้ก็อาจจะดูรุนแรงในสายตาของคนทั่วไป

ฮาบีบเล่าต่อไปว่า สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของ INSOUTH คือนักศึกษาและเยาวชนในพื้นที่ เพราะคนเหล่านี้ค่อนข้างมีศักยภาพสูงในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยฮาบีบเล่าว่าการสื่อสารผ่านแคมเปญกับการสื่อสารผ่านเสื้อไม่ได้ต่างกันมากนัก อาจจะต่างกันในเรื่องของเทคนิคในการทำสื่อ แต่จุดประสงค์หลักในการสื่อสารที่เหมือนกันคือต้องการให้ผู้คนได้รับรู้ถึงความจริงของปัญหาที่เกิดขึ้น
ฮาบีบมองว่างานออกแบบทางการเมืองนั้นสวยงามทุกแบบ เช่น เสื้อในแบบการของตัวอักษรที่อ่านแล้วก็สามารถรับรู้ได้ว่าต้องการจะสื่อสารอะไร สามารถเข้าใจได้ตรงไปตรงมา ส่วนตัวเขาเป็นคนชอบงานที่ใช้การเลียนแบบแล้วมาทำใหม่ เช่น เสื้อลายวันพีซของทาง Shirtpaganda ที่ใช้ใบประกาศจับตัวละครมังกี้ ดี ลูฟี่ มาล้อเลียน ปรีดี พนมยงค์ เพราะเป็นภาพที่ดูจดจำง่ายซึ่งเป็นการนำวิธีการเล่นคำระหว่าง “มังกี้ ดี” และ “ปรีดี” ที่มีคำว่า “ดี” เหมือนกันมาล้อเลียนในบริบทเนื้อเรื่องที่ตัวละครทั้งสองต้องพบกับชะตากรรมของการถูกไล่ล่าตามตัวเหมือนกัน

ส่วนเสื้อตัวที่ชอบที่สุดในนิทรรศการสำหรับฮาบีบคือ เสื้อล้อเลียนรูปใบหน้าของประวิตร วงษ์สุวรรณ -และประยุทธ์ จันทร์โอชาที่ถูกนำมาตัดต่อเป็นลายเสื้อเลียนแบบวงดนตรี Oasis แต่เปลี่ยนเป็นใช้คำว่า Oisas ที่ตอนแรกมองเผิน ๆ อาจดูเป็นแค่เสื้อวงดนตรีธรรมดา แต่พอดูอีกทีมันกลับเป็นเสื้อที่เสียดสีการเมืองที่ชวนหัวเราะ
สรุปเนื้อหาในภาพรวมของเสวนานี้ จะว่าด้วยการออกแบบลวดลายเสื้อทางการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ลวดลายเหล่านั้นมีการสื่อสารถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นในสังคมได้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม คำว่า “แฟชั่น” ไม่ได้หมายถึงความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่แฟชั่นยังสามารถถูกนำมาใช้สะท้อนถึงการแสดงจุดยืนที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมได้อีกด้วย
เรื่องโดย วริศรา สาอุบล
ภาพโดย อวัสดา ตรีรยาวัฒน์